ศัลยกรรมตัดหน้าอก เรียบเนียนแบนราบเป็นธรรมชาติ ทำแล้วอันตรายไหม?
การผ่าตัดลดขนาดหน้าอกและปรับรูปทรงหน้าอกให้เรียบแบนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางเพศจากหญิงเป็นชายกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ศัลยกรรมนี้เรียกว่า “ตัดหน้าอก”หรือในภาษาอังกฤษว่า "Top Surgery" ซึ่งสามารถลดขนาดหน้าอกให้น้อยลงหรือทำให้แบนราบตามต้องการโดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิธีการรัดหน้าอกหรือ "Binder" อีกต่อไปนอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ที่ทำศัลยกรรมรู้สึกสบายใจและมั่นใจในร่างกายของตนเองอย่างไรก็ตามการตัดสินใจทำศัลยกรรมตัดหน้าอกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายผู้ที่สนใจจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด
ความหมายและการเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดตัดหน้าอก
การตัดหน้าอกเป็นการผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อลดขนาดของเต้านมให้เล็กลงหรือทำให้หน้าอกแบนราบมากที่สุด การตัดหน้าอกมีหลายเทคนิคโดยแพทย์จะเลือกเทคนิคที่เหมาะสมตามลักษณะและโครงสร้างหน้าอกของแต่ละบุคคลซึ่งเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์ที่สุด การทำศัลยกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแต่ช่วยลดขนาดเต้านมเท่านั้นแต่ยังเป็นวิธีแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีปัญหาเต้านมหย่อนคล้อย หรือนมห้อยอีกด้วย
ผู้ที่เหมาะกับการผ่าตัดหน้าอกมักต้องมีอายุ20 ปีขึ้นไป หรือหากอายุระหว่าง 18-20ปีจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังต้องผ่านการตรวจสุขภาพอย่างครบถ้วนและการประเมินภาวะจิตใจโดยจิตแพทย์ซึ่งต้องได้รับการรับรองว่าผู้ทำศัลยกรรมมีภาวะที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ (GenderDysphoria) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าผู้ทำศัลยกรรมมีความตั้งใจจริงที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อตรงกับเพศที่ต้องการ
เทคนิคการผ่าตัดตัดหน้าอกที่นิยมในปัจจุบัน
การตัดหน้าอกมีหลายวิธีและคลินิกบางแห่งเช่น Vincent Clinic ใช้เทคนิคที่พัฒนาเฉพาะสำหรับการผ่าตัดประเภทนี้โดยมีเทคนิคการผ่าตัดที่นิยมดังนี้
1.เทคนิคตัดหน้าอกแบบตัว U การผ่าตัดแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกเล็ก(คัพ A) โดยแผลจะเปิดตรงบริเวณปานนมเป็นรูปตัว U เพื่อให้สามารถตัดเนื้อหน้าอกออกได้ทั้งหมดแพทย์จะเก็บเส้นประสาทสัมผัสเอาไว้ ทำให้ยังมีความรู้สึกในบริเวณหน้าอกเทคนิคนี้เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการหน้าอกเรียบแบนและต้องการรักษาความรู้สึกสัมผัสในบริเวณหน้าอก
2.เทคนิคตัดหน้าอกแบบตัว O เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกปานกลาง(คัพ B) โดยแผลจะเปิดรอบปานนมเป็นวงกลมเพื่อให้แพทย์สามารถตัดเนื้อหน้าอกและผิวหนังส่วนเกินออกหลังจากนั้นจะเย็บผิวหนังกลับเข้าด้วยกันบริเวณรอบปานนม เทคนิคนี้จะช่วยให้หน้าอกดูแบนราบและเก็บความรู้สึกไว้ได้บางส่วน
3.เทคนิคตัดหน้าอกแผลยาว สำหรับผู้ที่มีหน้าอกใหญ่ (คัพ C ขึ้นไป) หรือมีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อย เทคนิคนี้จะเปิดแผลบริเวณใต้ราวนมแพทย์จะตัดเต้านมออกทั้งหมดและปรับตำแหน่งหัวนมให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม เทคนิคนี้อาจทำให้การเก็บเส้นประสาทสัมผัสได้น้อยลงแต่ผลลัพธ์ที่ได้คือหน้าอกเรียบแบนตามที่ต้องการ
นอกจากนี้หากผู้ทำศัลยกรรมต้องการลดขนาดหัวนมให้เล็กลงหรือปรับให้เหมือนหัวนมผู้ชายสามารถแจ้งความต้องการกับแพทย์ก่อนผ่าตัดได้โดยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามความซับซ้อนของการผ่าตัด
การเย็บแผลแบบ Scarless และการดูแลหลังผ่าตัดหน้าอก
หนึ่งในปัจจัยที่หลายคนกังวลคือรอยแผลเป็นหลังผ่าตัดในปัจจุบันมีเทคนิคการเย็บแผลแบบพิเศษที่เรียกว่า "Scarless"เป็นการเย็บแผลแบบซ่อนปมด้วยไหมละลายที่ช่วยลดการมองเห็นรอยแผลเทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหน้าอกเรียบเนียนหลังผ่าตัดเพราะช่วยให้แผลหายเร็วและไม่ทิ้งรอยแผลที่ชัดเจน
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญมากผู้ที่ทำการผ่าตัดควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่นการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง งดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์งดการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักในช่วง 1เดือนแรกหลังผ่าตัดนอกจากนี้ควรใส่เสื้อซัพพอร์ทบราเฉพาะสำหรับการตัดหน้าอกตลอดเวลาเพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการขยายตัวของแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด การใช้กาวปิดแผลทางการแพทย์ที่เรียกว่า"Dermabond Advanced" ถือเป็นทางเลือกที่ดีกาวชนิดนี้มีคุณสมบัติยืดหยุ่นและแข็งแรงช่วยเคลือบแผลป้องกันการติดเชื้อและยังกันน้ำได้ทำให้ผู้ที่ผ่าตัดสามารถอาบน้ำได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแผล
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด
ก่อนการตัดหน้าอกผู้ที่สนใจต้องผ่านการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดรวมถึงการปรึกษาจิตแพทย์เพื่อขอใบรับรองตามกฎหมายนอกจากนี้ต้องแจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา หรือโรคประจำตัวก่อนทำและทำการตรวจสุขภาพหลายขั้นตอน เช่น การตรวจเลือด (CBC), เอกซเรย์ปอด, ตรวจสมรรถภาพไต, การตรวจหาเชื้อHIV และวัดความดันโลหิต หากมีอายุมากกว่า 35 ปี จะต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อประเมินสภาพร่างกายทั้งหมด
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดยังรวมถึงการงดรับประทานยากลุ่มแอสไพรินงดวิตามินและอาหารเสริม และหยุดใช้ฮอร์โมนเพศตรงข้ามเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดนอกจากนี้ควรสวมเสื้อผ้าหลวมที่ใส่ง่ายและงดการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
ข้อเสียและความเสี่ยงของการผ่าตัดหน้าอก
แม้การผ่าตัดตัดหน้าอกจะเป็นที่นิยมและช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนลักษณะทางเพศแต่การตัดหน้าอกยังคงมีความเสี่ยงที่ควรพิจารณา:
-ไม่สามารถกลับไปมีเต้านมแบบเดิมได้อีกหลังการผ่าตัด
-ไม่สามารถให้นมบุตรได้ เนื่องจากเต้านมถูกตัดออกทั้งหมด
-หากไม่ได้ใช้เทคนิคเย็บแผลที่เหมาะสม อาจทิ้งรอยแผลเป็นที่ชัดเจนและขนาดใหญ่
ผู้ที่สนใจควรเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือมีใบรับรองจากองค์กรที่เกี่ยวข้องรวมถึงแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการมีห้องผ่าตัดที่สะอาดได้มาตรฐานเป็นสัดส่วนที่สำคัญรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตัดหน้าอก
1. การผ่าตัดหน้าอกใช้เวลาพักฟื้นนานเท่าใด?
ผู้ที่ผ่าตัดสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้หลังจากการผ่าตัดผ่านไปประมาณ 7 วันแต่หากเป็นการทำกิจกรรมหนักควรรอประมาณ 1-3 เดือน
2. สามารถผ่าตัดหน้าอกได้ในกรณีที่ยังไม่ครบอายุ20 ปีหรือไม่?
การผ่าตัดสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ18 ปีขึ้นไปแต่ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง
3. หลังผ่าตัดหน้าอกแผลเป็นจะหายสนิทหรือไม่?
แผลจะค่อยๆ หายดีและจางลงในช่วงเวลา 6-12 เดือน
ศัลยกรรมผ่าตัดหน้าอกเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่อยากปรับลุคเปลี่ยนตัวเองให้มั่นใจแบบที่ต้องการมากขึ้นด้วยเทคนิคเฉพาะของทีมแพทย์มากประสบการณ์จาก Vincent Clinic สามารถช่วยให้หลังตัดหน้าอกแล้วจะได้รูปทรงหน้าอกที่แบนราบเป็นธรรมชาติเหมือนหน้าอกผู้ชายพร้อมทั้งรอยเย็บแผลแบบรอยแมวข่วนจึงไม่ทิ้งแผลเหมือนรอยตะขาบเอาไว้ให้กังวลใจสนุกกับการใช้ชีวิตได้มากขึ้น เป็นตัวเองได้มากกว่าที่เคย
อ่านบทความเพิ่มเติม
https://vincent.clinic/th/service/detail/22
Tweet |